ENไทย
readwise — TOEIC-style Reading Practice

สรุป Tense ทั้ง 12 แบบ: ตาราง โครงสร้าง และตัวอย่างประโยคที่ถูกต้อง

กองบรรณาธิการ eng-test.com8 นาทีในการอ่าน

Tense ภาษาอังกฤษมีทั้งหมด 12 แบบ เกิดจากการนำช่วงเวลา 3 ช่วง (ปัจจุบัน/อดีต/อนาคต) มาคูณกับลักษณะการกระทำ 4 แบบ (Simple/Continuous/Perfect/Perfect Continuous) บทความนี้สรุป Tense ทั้ง 12 แบบไว้ในตารางเดียว พร้อมโครงสร้าง (formula) ตัวอย่างประโยคที่ถูกหลักไวยากรณ์ และอธิบายจุดที่คนไทยสับสนบ่อยที่สุด เพื่อให้คุณเลือก Tense ถูกทั้งในชีวิตจริงและในข้อสอบ TOEIC Part 5

Tense คืออะไร และทำไมมี 12 แบบ

Tense คือรูปของกริยา (verb) ที่บอกว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้น 'เมื่อไหร่' และ 'อยู่ในลักษณะใด' การที่ Tense มีถึง 12 แบบไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการจับคู่กันอย่างเป็นระบบ ระหว่างช่วงเวลา 3 ช่วง กับลักษณะของการกระทำ 4 แบบ เมื่อเอามาคูณกันก็จะได้ 3 × 4 = 12 พอดี

  • ช่วงเวลา (Time) 3 ช่วง: Present (ปัจจุบัน), Past (อดีต), Future (อนาคต)
  • ลักษณะการกระทำ (Aspect) 4 แบบ: Simple (เหตุการณ์ทั่วไป/ข้อเท็จจริง), Continuous หรือ Progressive (กำลังดำเนินอยู่), Perfect (เสร็จสมบูรณ์/เชื่อมโยงกับอีกจุดเวลา), Perfect Continuous (ดำเนินมาต่อเนื่องจนถึงจุดเวลาหนึ่ง)

ถ้าเข้าใจว่าแต่ละ Tense คือการเอา 'ช่วงเวลา' มาผสมกับ 'ลักษณะ' คุณจะไม่ต้องท่องจำ 12 สูตรแบบแยกกันเลย แต่จะมองออกเป็นระบบ เช่น Perfect ทุกตัวใช้ have/has/had + กริยาช่อง 3 (V3) เหมือนกัน ต่างกันแค่ช่วงเวลา และ Continuous ทุกตัวลงท้ายด้วย V-ing เหมือนกัน

คำศัพท์เรื่องกริยา 3 ช่อง: V1 = รูปฐาน (work), V2 = ช่องที่สอง/รูปอดีต (worked), V3 = ช่องที่สาม/past participle (worked) ส่วนกริยาที่ผันไม่ปกติ เช่น go–went–gone, write–wrote–written ต้องท่องจำเป็นคำๆ ไป

ตาราง Tense ทั้ง 12 แบบ (โครงสร้าง + ตัวอย่าง + วิธีใช้)

ตารางด้านล่างสรุป Tense ครบทั้ง 12 แบบในที่เดียว ทุกโครงสร้างและทุกตัวอย่างประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ใช้กริยา work (ทำงาน) เป็นตัวอย่างหลัก เพื่อให้เห็นความต่างของแต่ละ Tense ได้ชัดเจน (S = ประธาน / Subject)

ชื่อ Tenseโครงสร้าง (formula)ตัวอย่างประโยคใช้เมื่อไหร่
Present SimpleS + V1 (เติม s/es กับ he/she/it)She works in a bank.ความจริงทั่วไป กิจวัตร สิ่งที่ทำเป็นประจำ
Present ContinuousS + am/is/are + V-ingShe is working right now.กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ สถานการณ์ชั่วคราว หรือนัดหมายอนาคต
Present PerfectS + have/has + V3She has worked here for five years.เหตุการณ์อดีตที่เชื่อมโยงถึงปัจจุบัน หรือเพิ่งเกิดขึ้นโดยไม่ระบุเวลาชัด
Present Perfect ContinuousS + have/has + been + V-ingShe has been working since 9 a.m.เน้นช่วงเวลา/ความต่อเนื่องของการกระทำที่เริ่มในอดีตและยังดำเนินอยู่
Past SimpleS + V2She worked late yesterday.เหตุการณ์ที่จบไปแล้วในอดีต มักระบุเวลาชัด (yesterday, in 2010)
Past ContinuousS + was/were + V-ingShe was working when I called her.เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ ณ จุดเวลาหนึ่งในอดีต
Past PerfectS + had + V3She had worked there before she moved to Bangkok.เหตุการณ์ที่เกิดก่อนอีกเหตุการณ์หนึ่งในอดีต (อดีตของอดีต)
Past Perfect ContinuousS + had + been + V-ingShe had been working for three hours before she took a break.เน้นช่วงเวลาของการกระทำที่ดำเนินต่อเนื่องจนถึงจุดหนึ่งในอดีต
Future SimpleS + will + V1She will work tomorrow.การตัดสินใจ ณ ตอนพูด คำสัญญา หรือการคาดการณ์อนาคต
Future ContinuousS + will + be + V-ingShe will be working at 9 p.m. tomorrow.เหตุการณ์ที่จะกำลังดำเนินอยู่ ณ จุดเวลาหนึ่งในอนาคต
Future PerfectS + will + have + V3She will have worked here for ten years by 2030.เหตุการณ์ที่จะเสร็จสมบูรณ์ก่อนถึงจุดเวลาหนึ่งในอนาคต
Future Perfect ContinuousS + will + have + been + V-ingBy June, she will have been working here for one year.เน้นช่วงเวลาของการกระทำที่จะดำเนินต่อเนื่องจนถึงจุดหนึ่งในอนาคต

ในประโยคปฏิเสธและคำถาม Simple Present/Past ต้องใช้กริยาช่วย do/does/did เช่น 'She does not work here.' และ 'Did she work yesterday?' โดยกริยาหลักจะกลับเป็นรูปฐาน (V1) เสมอ

จุดที่คนไทยสับสนบ่อย: เปรียบเทียบ Tense ที่หน้าตาคล้ายกัน

Tense ส่วนใหญ่เข้าใจไม่ยาก แต่จะมีบางคู่ที่ใช้แทนกันไม่ได้และเป็นกับดักในข้อสอบบ่อยมาก ส่วนนี้เจาะ 3 คู่ที่สำคัญที่สุด

Present Perfect กับ Past Simple ต่างกันอย่างไร

นี่คือคู่ที่คนสับสนมากที่สุด หลักง่ายๆ คือ Past Simple ใช้กับเหตุการณ์ที่ 'จบไปแล้ว' และมักระบุเวลาในอดีตชัดเจน ส่วน Present Perfect เน้น 'ผลที่ยังเชื่อมโยงถึงปัจจุบัน' หรือไม่ได้ระบุเวลาที่แน่นอน

  • I lost my keys yesterday. (Past Simple — ระบุเวลา 'yesterday' เหตุการณ์จบแล้ว)
  • I have lost my keys. (Present Perfect — เน้นว่าตอนนี้ยังหาไม่เจอ ผลกระทบอยู่ในปัจจุบัน)
  • She worked at Google in 2018. (จบแล้ว ตอนนี้ไม่ได้ทำที่นั่นแล้ว)
  • She has worked at Google since 2018. (เริ่มปี 2018 และยังทำอยู่จนถึงตอนนี้)

ตัวบอกใบ้ในข้อสอบ: คำว่า yesterday, last week, in 2020, ago มักมากับ Past Simple ส่วน for, since, already, yet, just, ever, never, so far มักมากับ Present Perfect การจำคู่คำเหล่านี้ช่วยให้ตอบ TOEIC Part 5 ได้เร็วขึ้นมาก

Present Continuous ใช้พูดถึงอนาคตได้ด้วย

หลายคนเข้าใจว่า Present Continuous (am/is/are + V-ing) ใช้กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น 'ตอนนี้' เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วเมื่อมีการนัดหมายหรือวางแผนที่แน่นอนแล้ว ภาษาอังกฤษนิยมใช้ Present Continuous เพื่อพูดถึงอนาคตด้วย

  • I am meeting the client tomorrow at 10 a.m. (นัดไว้แล้ว — แผนที่แน่นอน)
  • We are flying to Tokyo next Monday. (จองตั๋วแล้ว)
  • เทียบกับ 'It will rain tomorrow.' ซึ่งใช้ will เพราะเป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่แผนที่มนุษย์จัดเตรียม

หลักจำง่ายๆ คือ ถ้าเป็น 'แผน/นัดหมายที่ตกลงกันแล้ว' ใช้ Present Continuous ได้ แต่ถ้าเป็น 'การคาดเดา' หรือ 'ตัดสินใจ ณ ตอนพูด' ให้ใช้ will

Past Simple กับ Past Perfect: ลำดับก่อน-หลังในอดีต

เมื่อมีสองเหตุการณ์เกิดในอดีตและต้องการบอกว่าอันไหนเกิด 'ก่อน' ให้ใช้ Past Perfect (had + V3) กับเหตุการณ์ที่เกิดก่อน และใช้ Past Simple กับเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง

  • When I arrived, the meeting had already started. (การประชุมเริ่มก่อน แล้วฉันจึงมาถึง)
  • The train had left before we got to the station. (รถไฟออกไปก่อน เราถึงสถานีทีหลัง)

ถ้าทั้งสองเหตุการณ์เกิดเรียงต่อกันตามลำดับปกติอยู่แล้ว เราใช้ Past Simple ทั้งคู่ได้ เช่น 'She opened the door and walked in.' โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Past Perfect

Tense กับข้อสอบ TOEIC Part 5

ใน TOEIC Reading ส่วน Part 5 (Incomplete Sentences) เรื่อง Tense เป็นหนึ่งในหัวข้อไวยากรณ์ที่ออกสอบบ่อยที่สุด ข้อสอบมักให้กริยาตัวเดียวกันมา 4 รูป (เช่น work / works / worked / is working) แล้วให้เลือกว่ารูปไหนถูกต้องตามบริบทของประโยค กุญแจสำคัญคือการมองหา 'ตัวบอกเวลา' (time markers) ในประโยค

  1. อ่านทั้งประโยคก่อน อย่าเพิ่งดูแค่ช่องว่าง เพื่อจับว่าเป็นช่วงเวลาใด
  2. มองหา time marker เช่น since / for / already (→ Present Perfect), yesterday / ago (→ Past Simple), by next year (→ Future Perfect)
  3. ตรวจความสอดคล้องของประธานกับกริยา (subject-verb agreement) เช่น he/she/it ต้องเติม s ใน Present Simple
  4. ในประโยคที่มี if หรือ when ให้ระวังเรื่องลำดับเวลาและเงื่อนไข (conditional) ที่ผูกกับ Tense

วิธีที่ได้ผลที่สุดคือการฝึกทำโจทย์จริงซ้ำๆ จนตาคุ้นกับ time marker คุณสามารถฝึกเรื่อง Tense และไวยากรณ์ข้ออื่นๆ ได้ฟรีในชุด Grammar และ Incomplete Sentences ของ eng-test ซึ่งเป็นโจทย์สไตล์ TOEIC พร้อมคำอธิบายทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยในทุกข้อ ทำทีละ 5 ข้อใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที เหมาะกับการทบทวนสั้นๆ ทุกวัน

เคล็ดลับทำข้อสอบ: ถ้าในประโยคมีคำว่า since หรือ for ตามด้วยช่วงเวลา และประโยคบอกว่าสิ่งนั้นยังเป็นจริงอยู่ คำตอบมักเป็น Present Perfect (have/has + V3) แทบจะทันที

คำถามที่พบบ่อย

Tense ภาษาอังกฤษมีกี่แบบ

มีทั้งหมด 12 แบบ เกิดจากช่วงเวลา 3 ช่วง (Present, Past, Future) คูณกับลักษณะการกระทำ 4 แบบ (Simple, Continuous, Perfect, Perfect Continuous) จึงได้ 3 × 4 = 12 Tense

Present Perfect กับ Past Simple ต่างกันอย่างไร

Past Simple ใช้กับเหตุการณ์ที่จบไปแล้วและมักระบุเวลาในอดีตชัดเจน (เช่น yesterday, in 2018) ส่วน Present Perfect เน้นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงถึงปัจจุบันหรือไม่ระบุเวลาแน่นอน มักมากับ for, since, already, yet, just

Continuous Tense กับ Perfect Tense จำง่ายๆ ได้อย่างไร

Continuous ทุกตัวลงท้ายด้วย V-ing และใช้ verb to be (am/is/are/was/were/be) ส่วน Perfect ทุกตัวใช้ have/has/had ตามด้วยกริยาช่อง 3 (V3) ถ้าเป็น Perfect Continuous จะรวมทั้งสองคือ have/has/had + been + V-ing

ทำไมบางครั้ง Present Continuous ถึงใช้พูดถึงอนาคตได้

เมื่อเป็นแผนหรือนัดหมายที่ตกลงกันแน่นอนแล้ว ภาษาอังกฤษนิยมใช้ Present Continuous เช่น 'I am meeting the client tomorrow.' แต่ถ้าเป็นการคาดเดาหรือตัดสินใจ ณ ตอนพูด ให้ใช้ will แทน

Tense ออกสอบใน TOEIC ส่วนไหน

ออกบ่อยที่สุดใน Part 5 (Incomplete Sentences) ซึ่งมักให้กริยาตัวเดียวกันมา 4 รูปแล้วให้เลือกรูปที่ถูกต้องตามบริบท เคล็ดลับคือมองหาตัวบอกเวลา (time markers) ในประโยค

กริยาช่อง 1, 2, 3 (V1 V2 V3) คืออะไร

V1 คือรูปฐาน (work, go), V2 คือรูปอดีต (worked, went), V3 คือ past participle (worked, gone) กริยาปกติ V2 และ V3 จะเหมือนกันโดยเติม -ed ส่วนกริยาผันไม่ปกติต้องท่องจำเป็นคำๆ

ควรท่องจำ Tense ทั้ง 12 แบบอย่างไรให้ได้ผล

อย่าท่องแยกทีละสูตร แต่ให้มองเป็นระบบว่าแต่ละ Tense คือช่วงเวลา + ลักษณะ จากนั้นฝึกทำโจทย์จริงซ้ำๆ จนคุ้นกับตัวบอกเวลา เช่น ในชุด Grammar และ Incomplete Sentences ของ eng-test ที่มีคำอธิบายสองภาษาในทุกข้อ

เอาไปฝึกกับข้อสอบแนว TOEIC จริง

eng-test.com คือเว็บฝึกข้อสอบแนว TOEIC Reading ฟรี รอบละ 5 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบาย ลองเอาสิ่งที่เพิ่งอ่านไปฝึกต่อได้เลย